วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Amiodarone Injection

รูปแบบยาและความแรง Amiodarone inj.(ampule) 150 mg/3 mL
กลุ่มยา Antiarrhytmic
ข้อบ่งใช้

  • รักษาภาวะ  ventricular fibrillation (VF) และ ventricular tachycardia (VT)
    • VF
      • Rate เร็วมากจนวัดไม่ได้
      • Rhythm ไม่สม่ำเสมอ ไม่เป็นระเบียบ
      • P wave ไม่พบ
      • QRS complexes or T wave แยกไม่ได้
      • Fine V.F. ตัวละเอียด
      • Very Fine V.F. ตัวละเอียดมากๆ
      • Coase V.F. ตัวโตไม่เท่ากัน / ค่อยๆโต และค่อยๆเล็กสลับกันตลอด
      • R on T phenomenon causing Torsades de Points, which subsequently degenerates to VF
      • เตรียม Transcutaneous pacing (TCP) / Defibrillator
    • VT
    • Monomorphic VT
      • regular rhythm rate 150 - 250 bpm
      • QRS complex 0.12 sec, usually > 0.14 sec
      • ST-T directed opposite to QRS complex
      • สาเหตุ : Old Heart Disease, Electrolyte imbalance, Anti arrhythmics drugs
    • Polymorphic VT
      • Torsades de Pointes (TdP)
        • Irregular polymorphic VT ชนิดที่มี prolong QT
        • QRS มีหลายรูปร่างเล็กบ้างใหญ่บ้าง คล้าย VT หมุนบิดตามแกน
        • Rate 150 - 250 bpm
        • จากยาบางอย่าง เช่น Quinidine, TCA, Electrolyte imbalance (hyper-K, hypo-Mg, hypo-Ca)
        • TdP แก้ไข electrolyte โดยเตรียมยา Magnesium sulphate และ อุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อม
      • STEMI : R on T leads to polymorphic VT, which then degenerates to VF
    • Nursing care VT
      • Cardioversion / Defibrilliation
        • Monophasic : 200 / 300 / 360 j
        • Biphasic : 150 / 200 j
      • Electrolyte : แก้ไข Hyper-K , Hypo-Magnesium
  • Atrial และ Ventricular tachyarrythymia
  • Atrial  fibrillation with rapid ventricular response (AF with RVR) ในผู้ป่วย impair LV function ที่ใช้ Digoxin แล้วไม่ได้ผล
    • ลักษณะของ Atrial Fibrillation (AF) 


      •  atrial rate 400 - 700 ครั้ง / นาที
      • P wave หายไป มี fibrillation wave เห็นชัดใน II, III, aVF, V2 ลักษณะเป็นเส้นหยักไปมา ไม่สม่ำเสมอ 
      • QRS ปกติ
      • ลักษณะเด่นของ AF คือ มีจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ
    • Atrial  fibrillation with rapid ventricular response (AF with RVR)
      • ventricular rate > 100 ครั้ง / นาที
      • Amiodarone ใช้เป็น Rate Control และ Rhythm control  ในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะหัวใจล้มเหลว เพื่อ Convert fibrillation ให้กลับมาเป็น Sinus rhythm








ข้อห้ามใช้: Hypersensitivity to amiodarone, iodine,severe sinus-node dysfunction, bradycardia cause syncope

ขนาดและการให้ยา: Ventricular arrhythmias:
Breakthrough VF or VT: 150 mg supplemental doses in 100 mL D5W over 10 min.
Cardiac arrest (VF/pulseless VT): IV push: Initial: 300 mg in 20-30 mL D5W(IV push 3-5 min ฉีดยาให้เร็วร่วมกับให้สารน้ำไล่ตามไปอีก 20 mL หลังจากนั้น ยกแขนข้างนั้นสูงนาน 10-20 นาที เพื่อให้ยาเข้าสู่หัวใจได้เร็วขึ้น) ; if  VF or VT recurs, supplemental dose of 150 mg followed by infusion of 1 mg/min. for 6 hr., then 0.5 mg/min.(Max:2.1 g/day)
Wide complex tachycardia (stable) : First 24 hr : 1050 mg according to following regimen
Rapid phase : 150 mg (100 mL) over first 10 min.(mix 3 mL in 100 mL D5W) อัตราเร็ว 30 mg/min ประมาณ 10 นาที
หลังจากนั้นให้ยาต่อไปอีกประมาณ 900 mg(ผสม 6 amp=18 mL ใน D5W 500 mL) โดยแบ่งให้ 2 ช่วงคือ
Slow phase : 360 mg (200 mL) over next 6 hr : 1 mg/min.(33 mL/hr) แล้วต่อด้วย
Maintenance phase : 540 mg (300 mL) over next 18 hr: 0.5 mg/min.(17 mL/hr)
หลังจาก 24 ชั่วโมงแล้วให้ยาเป็น manitenance infusion ต่อไป  โดยให้สารละลายที่เจือจางแล้ว
ในความเข้มข้น 1 – 6 mg/ml. ให้ในเวลา 24 ชั่วโมง  โดยมีอัตราเร็ว 0.5 mg/min อัตราเร็วอาจเพิ่มได้ตามการตอบสนองต่อยาในกรณีที่ใช้ความเข้มข้นมากกว่า 2 mg/ml ต้องให้ผ่านทาง central venous catheter
 ไม่ควรใช้ยา IV amiodarone เป็นเวลานานมากกว่า 3 สัปดาห์ 


ข้อห้ามใช้
-Hypersensitivity ต่อ Amiodarone
- Severe sinus-node dysfunction, Bradycardia
- Cause syncope
- Cardiogenic shock
- ตั้งครรภ์
- ให้นมบุตร

ประเด็นปัญหา
1. ชื่อคล้ายกับยา Adrenaline (Epinephrine), Adenosine อาจทำให้เกิดความสับสนของผู้ใช้ได้

2. ขั้นตอนการบริหารยายุ่งยาก

แนวทางการจัดการ

การคัดเลือก
จัดหา
(Supply)
       1. ต้องจัดซื้อยาที่มีฉลากชัดเจน อ่านง่าย และมีภาชนะบรรจุที่สะดวก และปลอดภัย
       2. หลีกเลี่ยงการจัดซื้อยาที่มีลักษณะยา ลักษณะบรรจุภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางยา
       3. หากมีการเปลี่ยนแปลงขนาดบรรจุ หรือความแรง ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชนจะต้องทำหนังสือแจ้งเวียนให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ซึ่งได้แก่ แพทย์ งานอุบัติเหตุ- ฉุกเฉิน หอผู้ป่วยใน โดยทันที
การจัดเก็บ
(Storage)
       1. เก็บที่อุณหภูมิห้อง ห้ามใช้เมื่อเปลี่ยนสีหรือมีตะกอน
       2. ยาก่อนผสม เก็บให้พ้นแสง
       3. หน่วยงานที่มีการสำรองได้แก่ งานอุบัติเหตุฉุกเฉิน หอผู้ป่วยใน
       4. ต้องมีการทำเครื่องหมายบริเวณที่เก็บให้ทราบว่าเป็นยา High Alert Drug และตรวจสอบจำนวน
การสั่งใช้ยา
(Prescribing)
       -เขียนคำสั่งใช้ยาด้วยชื่อสามัญทาง ระบุขนาดและความเข้มข้น ตามแนวทางการสั่งยาด้านบน
      -ยาที่มีปฏิกิริยาต่อ Amiodarone จำเป็นต้องแจ้งแพทย์ทันที
  •        Digoxin, Phenytoin, Quinolone, Warfarin

การเตรียม
(Preparation)
การบริหารยา
   (Administration)
       - เจือจางด้วย D-5-W
       - ห้ามผสมกับ NSS, Heparin, Aminophylline, Cefazolin,  Ceftazidime, Furosemide ,  Amoxi-Clavulonate,  Ampicillin-sulbactam, Digoxin,  Ertapenam, Imipenam-cilastatin,  Methotrexate, MgSO4,  Sodium bicarbonate,  Sodium nitroprusside
       - ถ้าสารละลายที่เจือจางแล้ว บรรจุในภาชนะ Plastic PVC ควรใช้ภายใน 2 ชั่วโมง
       - ถ้าสารละลายที่เจือจางแล้ว บรรจุในภาชนะ แก้ว ควรใช้ภายใน 24 ชั่วโมง
       - ยาก่อนผสม เก็บให้พ้นแสง
       -ไม่แนะนำ Direct IV Push เนื่องจากมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการไหลเวียนและความดันของโลหิต เช่น ความดันโลหิตต่ำรุนแรง ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว จึงควรให้ยาโดย IV infusion อย่างช้าๆ
      -การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำโดยตรง ควรกระทำเฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น และควรใช้เฉพาะในหน่วยที่มีการดูแลการทำงานของหัวใจเป็นพิเศษ ซึ่งมีการเฝ้าดูแลและตรวจคลื่นหัวใจอย่างต่อเนื่อง
       - ยามีส่วนประกอบของ benzyl alcohol จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และห้ามใช้ในเด็กแรกเกิด
      -ควรให้ยาทาง Central venous และควบคุมอัตราการให้ยาด้วย Infusion Pump
      -ห้ามฉีด IV โดยตรง ในผู้ป่วยความดันโลหิตต่ำ การหายใจล้มเหลวรุนแรง โรคหัวใจล้มเหลว

การติดตาม
(Monitoring)
       1. ติดตาม EKG ตลอดเวลา รายงานแพทย์ เมื่อพบ VT, VF, Heart block
       2. ติดตาม BP, RR ทุก 5 นาที ในช่วงแรกของการให้ยา (ติดตามจนกระทั่ง   BP, RR คงที่ จากนั้นติดตามทุก 24 ชั่วโมง)
        รายงานแพทย์ เมื่อพบ BP < 90/60 mmHg หรือ HR < 60 BMP
       3. Serum electrolytes : K, Mg
       4.ติดตามอาการข้างเคียงต่อตา เช่น ตาแห้ง โรคกลัวแสงสว่าง  (photophobia)
       5.ติดตามระดับ thyroid hormones และระดับเอนไซม์ตับ

        อาการพิษ       และการแก้ไข
       อาการพิษ : กระวนกระวาย สับสน มึนงง ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นช้า ชัก
       การแก้ไข และรายงานแพทย์
       1.ถ้าเกิดอาการข้างเคียงให้รักษาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
       2.เมื่อเกิดอาการตับอักเสบหรือปวดบริเวณที่ฉีดให้ลดอัตราเร็วของการให้ยาหรือหยุดยา
       3.ถ้ามีระดับความดันโลหิตต่ำและ cardiogenic shock ให้ลดอัตราเร็วของการให้ยาและอาจจำเป็นต้องให้ vasopressor (Dopamine) และ inotropic agents (Digoxin) และ volume expansion ถ้ายังมีภาวะ bradycardia และ/หรือ AV block อาจต้องใช้ temporary pacemaker
       4. ถ้าเกิดภาวะ torsade de pointes ให้หยุดยาที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจทุกชนิด เช่น ยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ digoxin, antidepressant, phenothiazines และหยุดการให้อิเลคโตรไลต์ เช่น potassium, magnesium

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Adrenaline Injection
รูปแบบยาและความแรงที่มีใช้ในรพ.วังโป่ง : Adrenaline inj 1:1,000/amp หรือ 1 mg/1 mL

ขนาดและวิธีการบริหาร(ภาพจากรพ.มหาราช นครเชียงใหม่)


การผสมและความคงตัว (ภาพจากรพ.มหาราช นครเชียงใหม่)

ข้อบ่งใช้/ขนาดยา ผู้ใหญ่ (รวบรวมสรุปโดยรพ.วังโป่ง)
  • Cardiac arrest: เริ่ม 1 mg IV (กรณี IV ให้เจือจางเป็น 1:10,000 ทางหลอดเลือดดำใหญ่ และให้น้ำตาม 10-20 mL ตาม) ให้นานมากกว่า 1 นาที และให้ซ้ำทุก 3-5 นาทีจนกว่าอาการจะดีขึ้น
    • กรณี Endotracheal(ET) ใช้ adrenaline 2 - 2.5 amp(ของสารละลาย 1:1,000 ผสม NSS จนครบ 10 mL)
    • การให้ IV infution ควรให้อัตราเริ่มต้น 0.1 mcg/kg/min โดยใช้ Infusion pump (ตาราง IV Infusion อยู่ด้านล่าง)
  • Anaphylaxis: 0.1 - 0.5 mg IM ฉีดบริเวณต้นขา(บริเวณต้นขาดีที่สุด ไม่แนะนำฉีดที่สะโพกเพราะมีโอกาสเกิด necrosis สูง) ทุก 5 - 15 นาที จนกว่าจะดีขึ้น
  • Bronchospasm: 0.1 - 0.5 mg SC ทุก 10 - 15 นาที จนถึง 4 ชั่วโมง จนกว่าจะดีขึ้น ให้ไม่เกิน 3 ครั้ง

ข้อบ่งใช้/ขนาดยา เด็ก 

  • Pulseless arrest:  0.01 mg/kg/dose (กรณี IV ให้เจือจางเป็น 1 : 10,000 แล้วฉีดขนาด 0.1 mL/kg/dose ) IV ให้นานมากกว่า 1 นาที และให้ซ้ำทุก 3-5 นาที (max dose 1 mg)  , ขนาดยากรณี ET 0.1 mg/kg ของยา 1:1,000 (เจือจางใน NSS รวม 10 mL) ET ทุก 3-5 นาที
  • Anaphylaxis: 0.01 mg/kg/dose   IM บริเวณต้นขา ทุก 15 นาที จนกว่าจะดีขึ้นหรือ 0.01 mg/kg ของยา 1:1,000 (ให้เจือจางเป็น 1 : 10,000 แล้วฉีดขนาด 0.1 mL/kg/dose) IV ทุก 3-5 นาที จนกว่าจะดีขึ้น
  • Shock hypotension: 0.11 mcg/kg/min IV infusion (อาจให้ขนาดยามากกว่านี้ถ้าต้องการ) ตารางอยู่ด้านล่าง
    • วิธีผสม 0.6 mcg x BW (mcg) = ปริมาณ mcg x fluid 100 mL IV drip (1 microdrip/min = 1 mcg/kg/min)
  • Croup: Croup: 0.05 – 0.5 mL/kg ของยา 1:1,000 เจือจางใน NSS ให้ได้ 4 mL (อายุ 4 ปี : ขนาดยาสูงสุด 2.5 mL) NB อาจซ้ำได้ทุก 30 นาที
  • Bronchospasm: 0.01 mg/kg/dose SC (ให้เจือจางเป็นความเข้มข้น 1:10,000 แล้วฉีดขนาด 0.1 mL/kg/dose) ทุก 15 - 20 นาที ไม่เกิน 3 ครั้ง (Max dose 0.5 mg)

การคัดเลือก
จัดหา
(Supply)
1. ให้ทำการจัดซื้อยา 1 ขนาดความแรง คือ ขนาด 1 mg in 1 ml (1: 1,000) injection
2. ให้ทำการจัดซื้อจากบริษัทเดียวเสมอ (องค์การเภสัชกรรม)
3. หากมีการเปลี่ยนแปลงขนาดบรรจุ หรือความแรง ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชนจะต้องทำหนังสือแจ้งเวียนให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ซึ่งได้แก่ แพทย์ งานอุบัติเหตุ- ฉุกเฉิน หอผู้ป่วยใน โดยทันที
การจัดเก็บ
(Storage)
และ 
การเข้ากันได้ของยา (Compatibility)
1. กำหนดให้ทำการเก็บยาในตู้เย็น อุณหภูมิระหว่าง 2 – 8 องศาเซลเซียส ยามีอายุ 3 ปี (เก็บที่อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส มีอายุ 2 ปี ) กรณีเก็บนอกตู้เย็น เช่น รถ Refer กำหนดอายุไม่เกิน 6 เดือน(แต่ไม่เกินวันหมดอายุเดิม)
2. ยาที่ผสมแล้ว หรือเจือจางแล้ว มีอายุ 24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิห้องและตู้เย็น
2. กำหนดให้หน่วยงานที่มีการสำรองยา ได้แก่ งานอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน หอผู้ป่วยใน ห้องคลอด ตรวจสอบความพร้อมใช้ทุกเวร
3. การจัดเก็บต้องแยกเก็บในพื้นที่เฉพาะแยกจากยาอื่น ๆ และติดป้ายบอกยากลุ่มเสี่ยงอย่างชัดเจน
4. ห้องยาติดแถบสีแดง High Alert Drug ที่ ampoule ยา เพื่อแจ้งเตือน
5. สียาจะเริ่มเข้มอย่างช้าๆ เมื่อโดนแสงและอากาศ หากยาเปลี่ยนสีมีสีชมพู เข้มขึ้นจนเป็นสีน้ำตาล หรือตกตะกอน ให้ทิ้ง
6. ยาถูกทำลายเมื่อผสมกับ alkalies เช่น Sodium bicarbonate
7. ยาที่ผสมเข้ากันได้: Dopamine, Dobutamine, Verapamil, Amikacin, Furosemide
8. ยาที่ไม่สามารถผสมกันได้: Aminophylline, Sodium bicarbonate, KCl, Alkaline solution
การสั่งใช้ยา
(Prescribing)
1. การสั่งใช้ยาต้องระบุข้อมูล ดังนี้
- ชื่อยา โดยใช้ชื่อสามัญทางยา
- ความเข้มข้น โดยระบุ 1: 1,000 หรือ 1: 10,000
- ขนาดการใช้ยา ตามแนวทางการใช้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่
2. เปลี่ยนแปลงชื่อในคอมพิวเตอร์ให้ต่างจากยา ADENOSINE เพื่อป้องกันความสับสนในการสั่งยา (โดยใช้ Tall Man Letter)
3. ห้ามสั่งใช้ยาทางวาจา หรือโทรศัพท์ ยกกรณี CPR
การเตรียม
(Preparation)
1. Adrenaline 1: 1,000 คือ Adrenaline 1 amp ในรูปแบบที่โรงพยาบาลมีจึงไม่ต้องมีการเตรียมเพิ่มเติม สามารถใช้ได้ทันที
2. Adrenaline 1: 10,000 เตรียมโดย
     2.1 Adrenaline 10 amp (10 ml) ผสมกับ NSS 90 ml (NSS 100 ml) นำสารละลายออก 10 ml) ผสมให้เข้ากันก่อนใช้
     2.2 Adrenaline 1 amp (1 ml) ผสมกับ NSS 9 ml
3.ผสมยา 1 mg ลงใน 250 - 500 mL ของ 0.9% NSS หรือ D5W บริหารโดยใช้ Infusion pump ในอัตรา 1 - 10 mcg/min (ตามตารางด้านล่าง)
การบริหารยา
(Administration)
1. การบริหารยาทาง SC , IM ใช้ Adrenaline 1: 1,000 ได้ แต่ไม่ควรเกิน 5 mg ต่อวัน
2. การให้ Direct iv ควรให้ในความเข้มข้น 1: 10,000 ทางหลอดเลือดดำใหญ่ และให้NSS 10-20 ml ตาม ห้ามให้ทางหลอดเลือดแดงและกล้ามเนื้อ
3. การให้ iv infusion ควรให้อัตราเริ่มต้น 0.1 mcg/kg/min โดยใช้ infusion pump
4. การให้ Endotracheal tube(ET) ใช้ขนาดยาเป็น 2-2.5 เท่า ของการฉีดเข้าหลอดเลือดและต้องเจือจางด้วย NSS, SWFI 10 ml
5.ไม่ควรฉีดซ้ำตำแหน่งเดิม เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตาย เนื่องจากหลอดเลือดหดตัว
6. เริ่มให้ยาช้าๆ และปรับตามความจำเป็น โดยต้องติดตามการตอบสนองของผู้ป่วย
7. การหยุดยาต้องค่อยๆปรับลดลง การหยุดยาแบบทันทีอาจทำให้เกิด rebound hypotension
8. ไม่ควรใช้รักษา cardiogenic shock เนื่องจากจะเพิ่มความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ
9. กรณีมีการรั่วของยา ควรประคบเย็น และใช้ steroid ทา (ประเทศไทยไม่มียา antidote)
การติดตาม
(Monitoring)
1. EKG monitor ในกรณี CPR
2. BP, HR ทุก 15 นาที เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และติดตามต่อทุก 30 นาที จนกว่าจะ stable รายงานแพทย์เมื่อ BP<90/60 mmHg หรือ >160/100 mmHg HR <60ครั้ง/min หรือ >120 ครั้ง/min
3. กรณี iv infusion ควรตรวจดู IV site ติดตามประเมินการเกิด tissue necrosis ถ้ามียารั่วออกมา
4.ประเมินGCS เฝ้าระวังภาวะรูม่านตาขยายใหญ่
5.บันทึกปริมาณสารน้าเข้า-ออกจากร่างกาย
ควรแจ้งแพทย์ทันที เมื่อ
         BP > 140/90 หรือ HR > 120 ครั้ง/นาที  ในผู้ใหญ่
         BP > 120/80 หรือ HR > 180 ครั้ง/นาที  ในเด็ก
อาการไม่พึงประสงค์ที่สำคัญ
        - Anxiety, สั่น, เวียนหัว, ปวดหัว, ใจสั่น, การไหลเวียนเลือดส่วนปลายไม่ดี, N/V, ซีด, เนื้อตายบริเวณที่ฉีด
        - ยาขนาดสูงหรือให้เร็ว : Cerebral hemorrhage, เส้นเลือดหด, ความดันโลหิตสูง, หัวใจเต้นเร็ว, ปวดเค้นหัวใจ, หัวใจเต้นผิดจังหวะ
วิธีปฏิบัติเพื่อแก้ไขอาการไม่พึงประสงค์จากยา
1. เมื่อให้ยาในขนาดปกติแล้วเกิดอาการข้างเคียงที่มีอาการเลวลงให้หยุดยา
2. ถ้าเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงจากพิษของยาให้รักษาตามอาการ
- การเกิด hypotension จะเกิดไม่นานและอาจไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นมีอาการรุนแรง
- Agitation ให้ Haloperidol 2 – 5 mg im ในผู้ใหญ่
- อาการชัก ให้ Diazepam iv
- Cardiac arrythmias ให้ beta blockers เช่น Propranolol
- Hyperthermia ให้ความเย็น
- เนื้อตายบริเวณที่ฉีด แก้ไขโดยฉีดเส้นเลือดขนาดใหญ่ ไม่ฉีดซ้ำที่เดิม
- Cerebral hemorrhage แก้ไขด้วยยาขยายหลอดเลือด
- ไม่มียาต้านพิษที่จาเพาะเจาะจง


IV  Infusion        - ผสมยา 1 mg ลงใน 250 - 500 ml ของ 0.9% NSS Solution หรือ D5W
                                - บริหารยาโดยใช้  Infusion pump ในอัตรา 1- 10 ไมโครกรัม/นาที (ตามตาราง)


Desired Dose
1 mg in 500 ml D5W
(2 mcg/ml)
1 mg in 250 ml D5W  (4 mcg/ml)
2 mg in 500 ml D5W  (4 mcg/ml)
mcg/min
mcg/hr
ml/min
ml/hr
mcg/hr
ml/min
ml/hr
0.3
18
0.15
9



0.4
24
0.20
12



0.5
30
0.25
15



0.6
36
0.30
18



0.7
42
0.35
21



0.8
48
0.40
24



0.9
54
0.45
27



1
60
0.5
30
60
0.25
15
2
120
1
60
120
0.5
30
3
180
1.5
90
180
0.75
45
4
240
2
120
240
1
60
5
300
2.5
150
300
1.25
75
6
360
3
180
360
1.5
90
7
420
3.5
210
420
1.75
105
8
480
4
240
480
2
120
9
540
4.5
270
540
2.25
135
10
600
5
300
600
2.50
150
*Pediatric infusion: 0.6 mg/kg in 100 ml D5W – 1 ml/hr = 0.1 mcg/kg/min